Accessibility Tools

Skip to main content
เวลาทำการ จันทร์-ศุกร์ เวลา 8.30 น. - 16.30 น.
ขนาดตัวอักษร
สีตัวอักษร

ผู้เขียน: Porntip T.

การสัมมนาทางวิชาการ เรื่อง “แนวทางการขับเคลื่อนยุทธศาสตร์ชาติด้านความมั่นคง ภายหลังสถานการณ์การแพร่ระบาดของโรค COVID-19”

                      วันที่ 15 กรกฎาคม 2563 เวลา 09.00 นาฬิกา ณ ห้องริชมอนด์แกรนด์บอลรูม ชั้น 6 โรงแรมแกรนด์ริชมอนด์ ถนนรัตนาธิเบศร์ อำเภอเมืองนนทบุรี จังหวัดนนทบุรี คณะกรรมาธิการการทหารและความมั่นคงของรัฐ วุฒิสภา ร่วมกับ สำนักงานสภาความมั่นคงแห่งชาติ จัดสัมมนาวิชาการเรื่อง “แนวทางการขับเคลื่อนยุทธศาสตร์ชาติด้านความมั่นคง ภายหลังสถานการณ์การแพร่ระบาดของโรค COVID-19” โดยมี พลเอก บุญสร้าง เนียมประดิษฐ์ เป็นประธานกล่าวเปิดการสัมมนา โดยวัตถุประสงค์ของการจัดสัมมนาครั้งนี้ เพื่อประเมินสภาวะแวดล้อมด้านความมั่นคงภายหลังสถานการณ์การแพร่ระบาดของโรค COVID-19 เสนอแนะความจำเป็นในการทบทวนและปรับปรุงยุทธศาสตร์ชาติด้านความมั่นคง พร้อมทั้งแนวทางการขับเคลื่อนยุทธศาสตร์ชาติด้านความมั่นคงให้บรรลุเป้าหมายตามที่กำหนดไว้ ซึ่งกลุ่มเป้าหมาย ประกอบด้วย คณะกรรมาธิการและคณะอนุกรรมาธิการของวุฒิสภาที่เกี่ยวข้อง รวมทั้งหัวหน้าหรือผู้แทนหน่วยงานราชการที่เป็นกลไกการขับเคลื่อนแผนแม่บทภายใต้ยุทธศาสตร์ชาติ ประเด็นความมั่นคง และยุทธศาสตร์ชาติด้านความมั่นคง รวม ๒๕๐ คน ทั้งนี้ สมช. เป็นเจ้าภาพหลักรับผิดชอบการจัดทำและขับเคลื่อนงานด้านความมั่นคงเชิงนโยบาย

                       ในการนี้ เลขาธิการสภาความมั่นคงแห่งชาติ ได้กล่าวบรรยายพิเศษในหัวข้อ “จากโควิด-19: ปฐมบทของการบูรณาการแก้ไขภัยคุกคามรูปแบบใหม่สู่ก้าวต่อไปของการขับเคลื่อนยุทธศาสตร์ชาติด้านความมั่นคง” เสนอบทเรียนการบริหารจัดการวิกฤตการณ์ความมั่นคงภายใต้ศูนย์บริหารสถานการณ์การแพร่ระบาดของโรคติดเชื้อไวรัสโคโรนา 2019 (ศบค.) ซึ่งผลที่ได้รับนอกจากจะนำมาเป็นกรอบแนวคิดการจัดทำนโยบายและแผนระดับชาติว่าด้วยความมั่นคงแห่งชาติฉบับใหม่แล้ว จะเป็นข้อมูลนำเสนอคณะกรรมการจัดทำยุทธศาสตร์ชาติด้านความมั่นคง เพื่อพิจารณาแนวทางการปรับแผนแม่บทภายใต้ยุทธศาสตร์ชาติ ประเด็นความมั่นคง ต่อไป

                       นอกจากนี้ ภายในงานได้มีการจัดนิทรรศการผลการดำเนินงานของ สมช. และรับฟังการบรรยายเสริมสร้างความรู้ความเข้าใจในการวางแผนและวิเคราะห์เชิงนโยบายต่อการประเมินสถานการณ์สภาพแวดล้อมภายหลังสถานการณ์การแพร่ระบาดของโรค COVID-19 และแนวคิดการปรับและขับเคลื่อนยุทธศาสตร์ชาติด้านความมั่นคงอีกด้วย

กองนโยบายและยุทธศาสตร์ความมั่นคง
สำนักงานสภาความมั่นคงแห่งชาติ

๑๕ กรกฎาคม ๒๕๖๓

Loading

สถานการณ์ความมั่นคงระหว่างประเทศภายหลังการระบาดของไวรัส COVID-19

               บทความนี้มีความมุ่งหมายที่จะประเมินสถานการณ์ความมั่นคงระหว่างประเทศและผลกระทบต่อไทยภายหลังการระบาดของไวรัส COVID-19 สืบเนื่องจากสถานการณ์การแพร่ระบาดของเชื้อไวรัสโคโรนาสายพันธุ์ใหม่ หรือ COVID-19 ในกว่า 200 ประเทศและเขตปกครองทั่วโลก ถือเป็นโรคอุบัติใหม่ที่จัดเป็นภัยความมั่นคงรูปแบบหนึ่งซึ่งปรากฏจำนวนผู้ติดเชื้อทั่วโลกเพิ่มจำนวนขึ้นอย่างมีนัยสำคัญ โดยเฉพาะในยุโรปและสหรัฐฯ ทั้งนี้ การระบาดของ COVID-19 ส่งผลกระทบต่อมิติทางด้านภูมิรัฐศาสตร์และระบบความสัมพันธ์ระหว่างประเทศ โดยมีแนวโน้มว่าหลายประเทศจะให้ความสำคัญกับกิจการภายในประเทศมากขึ้นจากแนวคิดชาตินิยม ท่ามกลางความล้มเหลวในการแก้ปัญหาขององค์การระหว่างประเทศและ ความร่วมมือระดับภูมิภาค นอกจากนี้จีนมีแนวโน้มก้าวขึ้นมามีบทบาทนำในการเมืองโลกมากขึ้น

               อย่างไรก็ดี ในระยะยาวสถานการณ์ COVID-19 อาจเป็นปัจจัยช่วยเสริมสร้างความร่วมมือทางด้าน สาธารณสุขของโลกและเป็นแรงหนุนให้ประชาคมระหว่างประเทศหันมาให้ความสำคัญกับภัยโรคอุบัติใหม่ อย่างจริงจัง ในส่วนของผลกระทบด้านเศรษฐกิจและห่วงโซ่อุปทานโลก พบว่าการแพร่ระบาดส่งผลให้ เศรษฐกิจโลกเข้าสู่ภาวะถดถอย ภาคการผลิตและห่วงโซ่อุปทานหยุดชะงัก โดยหลายประเทศมีแนวโน้ม เน้นการบริโภคภายในประเทศเพื่อฟื้นเศรษฐกิจ รวมถึงการกระจายความเสี่ยงทางเศรษฐกิจจากการพึ่งพา ประเทศใดประเทศหนึ่งไปยังหลายประเทศมากขึ้น ในส่วนของไทยจะเผชิญกับผลกระทบด้านเศรษฐกิจ ในวงกว้าง และจะได้รับผลกระทบจากจีนและประเทศแถบเอเชียตะวันออกที่อาจพยายามเข้ามามีปฏิสัมพันธ์ กับไทยเพิ่มขึ้นในขณะที่ชาติตะวันตกกำลังประสบกับปัญหาการระบาด

               นอกจากนี้สถานการณ์ COVID-19 อาจส่งผลให้ผู้ไม่หวังดีก่อเหตุด้านความมั่นคงอื่น ๆ ในขณะที่ รัฐบาลกำลังให้ความสำคัญกับปัญหาโรคระบาด ซึ่งไทยมีความจำเป็นต้องมีการเตรียมพร้อมรับมือกับ ผลกระทบต่าง ๆ อย่างรอบคอบ

1. ภูมิหลัง

               เมื่อ 31 ธันวาคม 2562 ทางการจีนประกาศการแพร่ระบาดของโรคปอดอักเสบจากเชื้อไวรัสโคโรนาสายพันธุ์ใหม่ (2019-nCoV) ซึ่งมีศูนย์กลางการแพร่ระบาดในเมืองอู่ฮั่น (Wuhun) มณฑลหูเป่ย์ (Hubei) ซึ่งไม่สามารถระบุต้นทางและสาเหตุการระบาดของเชื้อได้โดยผู้ป่วยที่ได้รับเชื้อไวรัสโคโรนาสายพันธุ์ใหม่ จะมีอาการเกี่ยวกับระบบทางเดินหายใจเป็นหลัก ซึ่งมีระดับความรุนแรงใกล้เคียงกับโรคทางเดินหายใจรุนแรงเฉียบพลัน (SARS) ที่ระบาดในปี 2546 และโรคทางเดินหายใจตะวันออกกลาง (MERS) ที่ระบาด ในปี 2555

               ในห้วงเดือน มกราคม – มีนาคม 2563 กว่า 200 ประเทศยืนยันพบผู้ติดเชื้อในประเทศ ด้านองค์การอนามัยโลก (WHO) ยืนยันการติดเชื้อจากมนุษย์สู่มนุษย์ (Human-to-human transmission) และได้มีการประกาศคำเรียกอย่างเป็นทางการว่า COVID-19 (Coronavirus disease starting in 2019) พร้อมประกาศให้การแพร่ระบาดของ COVID-19 เป็น “การระบาดใหญ่” (Pandemic) ตามหลักการเบื้องต้น 3 ประกาศ คือ 1) ไวรัสสามารถก่อให้เกิดการป่วยจนถึงเสียชีวิต 2) มีการติดต่อระหว่างคนสู่คน และ 3) การแพร่ระบาดลุกลามไปทั่วโลก

2. แนวโน้มความมั่นคงโลกหลัง COVID-19

2.1 มิติด้านภูมิรัฐศาสตร์และระบบความสัมพันธ์ระหว่างประเทศ

2.1.1 การกลับมาของกระแสชาตินิยม (The Rise of Nationalism)

              ♦ มาตรการรับมือวิกฤติ COVID-19 ในหลายประเทศ อาทิ การปิดพรมแดน การยกเลิกวีซ่า การห้ามนักท่องเที่ยว/บุคคลต่างชาติจากพื้นที่แพร่ระบาดเข้าประเทศสะท้อนแนวคิดชาตินิยม กล่าวคือ 1) ท่ามกลางภาวะวิกฤต ประชาชนส่วนใหญ่เลือกที่จะพึ่งพารัฐบาลของตนมากกว่าองค์การระหว่างประเทศ 2) โรคระบาดชี้ให้เห็นถึงความไม่มั่นคงของห่วงโซ่อุปทานโลก (Global Supply Chains) ประเทศที่มีกำลังการผลิตเวชภัณฑ์เองเลือกที่จะระงับการส่งออกเวชภัณฑ์ไปยังประเทศอื่น และ 3) เกิดกระแสเรียกร้องให้ยกระดับมาตรการควบคุมชายแดน การปกป้องทางการค้า (Protectionism) และการพัฒนากำลังการผลิตในประเทศเพื่อทดแทนการพึ่งพาต่างชาติ

               ♦ รัฐบาลหลายประเทศมองผลประโยชน์ของชาติเป็นหลัก ในกรณีที่ประเทศใดประเทศหนึ่งประสบความสำเร็จในการผลิตวัคซีนต้านไวรัส COVID-19 มีแนวโน้มว่าประเทศนั้น ๆ จะสำรองวัคซีนเพื่อให้เพียงพอต่อการรักษาพลเมืองของตนก่อน จากนั้นจึงจัดส่งหรือจำหน่ายวัคซีนไปยังประเทศอื่น ยกตัวอย่างกรณีที่บริษัทผลิตยาในออสเตรเลียคิดค้นและผลิตวัคซีนไข้หวัดใหญ่สายพันธุ์ A (H1N1) ได้เป็นแห่งแรก พบว่ารัฐบาลออสเตรเลียประกาศให้สำรองวัคซีนดังกล่าวให้เพียงพอต่อความต้องการในประเทศก่อน จากนั้นจึงส่งวัคซีน H1N1 ไปยังสหรัฐฯ เช่นเดียวกัน รัฐบาลสหรัฐอเมริกา (สหรัฐฯ) เลือกที่จะสำรองวัคซีน H1N1 เพื่อรักษาผู้ป่วยในประเทศก่อนที่จะบริจาคไปยังประเทศอื่น

               ♦ ความล้มเหลวในการแก้ไขปัญหาขององค์การระหว่างประเทศ (Breakdown of World Governance) เช่น WHO ส่งผลกระทบต่อบทบาทและความน่าเชื่อถือขององค์การระหว่างประเทศ โดยในห้วงที่ผ่านมา WHO ถูกวิพากษ์วิจารณ์ถึงความล่าช้าในการประกาศการแพร่ระบาดของ COVID-19 เป็นการระบาดใหญ่ การสื่อสารที่ไม่ชัดเจน และการเพิกเฉยต่อคำเตือนของสาธารณสุขไต้หวัน

               ♦ การเมืองเชิงอัตลักษณ์ จะกลายเป็นประเด็นอีกครั้ง กล่าวคือ กระแสการเหยียดเชื้อชาติ (Racism) ชาวจีน ชาวเอเชีย และชาวต่างชาติถูกหยิบยกขึ้นมาเป็นประเด็นในหลายประเทศโดยอ้างถึงความเสี่ยงในการเข้ามาและแพร่ระบาดของโรค ขณะที่กลุ่มคนผิวสีและกลุ่มคนเชื้อสายฮิสปานิก ในสหรัฐมีแนวโน้มเผชิญหน้ากับการเหยียดสีผิวและเชื้อชาติสูงมากขึ้น ซึ่งเป็นผลจากอัตราการติดเชื้อ COVID-19 และเสียชีวิตของคนผิวสีและฮิสปานิกที่สูงกว่าชาวอเมริกันผิวขาวราว 2 เท่าจากความไม่เท่าเทียมในการเข้าถึงบริการด้านสาธารณสุข การคมนาคม และอาหาร ขณะเดียวกันผู้ลี้ภัยยังถูกมองว่าเป็นผู้มีความเสี่ยงติดโรคและนำพาโรคไปสู่พื้นที่อื่น ส่งผลให้หลายประเทศปิดรับผู้ลี้ภัยและระงับการช่วยเหลือ ประเด็นพรมแดนจะกลายเป็นประเด็นทางการแพทย์มากขึ้น

               ♦ หลายประเทศในระยะสั้นจะกลับมาเน้นกิจการภายในประเทศ (Inward) ของตัวเองมากขึ้น อาทิ การบริหารจัดการทรัพยากร การจัดการผลกระทบทางเศรษฐกิจจาก COVID-19 การจัดการพรมแดนระหว่างประเทศ ส่งผลให้เกิดการแยกตัวกัน (Decoupling) และมองข้ามประเด็นปัญหาระดับภูมิภาค (Regional) และระดับโลก (Global Problems) เช่น การเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศโลก (Climate Change) การอพยพของผู้ลี้ภัยขนานใหญ่ (Large-scale Immigration) อย่างไรก็ดี การเกิดโรคอุบัติใหม่จะยิ่งทำให้ปัญหาความเหลื่อมล้ำในประเทศเด่นชัดขึ้นจากความไม่เท่าเทียมในการเข้าถึงสินค้าและบริการระบบสาธารณสุข รวมถึงผลกระทบต่อการจ้างงานและรายได้ในระยะยาว โรคระบาดจะมี ความสำคัญเทียบเท่ากับประเด็นระดับโลกอื่น ๆ อาทิ ประเด็นสภาพอากาศเปลี่ยน (Climate Change) อันเนื่องมาจากผลกระทบของโรคระบาดที่ส่งผลต่อเศรษฐกิจ ภูมิรัฐศาสตร์ สาธารณสุข และวิถีชีวิตในวงกว้าง นอกจากนี้ การพัฒนาด้านสาธารณสุขและการยกระดับความร่วมมือทางการแพทย์ทั่วโลกจะมี ความสำคัญมากขึ้น อาทิ กลไกการรับมือการแพร่ระบาดร่วมกันในประชาคมอาเซียน ASEAN Emergency Operations Centre Network for Public Health Emergencies (ASEAN EOC Network) และการเปิดรับจารีตทางสังคม (Social Norms) ใหม่ ๆ ซึ่งเป็นผลพวงจากการใช้มาตรการเว้นระยะห่างทางสังคม (Social Distancing) เช่น สังคมไร้เงินสด การทำงานทางไกล เป็นต้น

2.1.2 จีนขึ้นมามีบทบาทท้าทายสหรัฐฯ มากขึ้น

               ♦ การระบาดของไวรัส COVID-19 ส่งผลกระทบต่อการแข่งขันทางภูมิรัฐศาสตร์ อย่างมีนัยสำคัญ กล่าวคือ ระเบียบโลก (World Order) กำลังก้าวไปสู่ระบบสองขั้วอำนาจที่สหรัฐฯ ไม่สามารถครองอำนาจเพียงฝ่ายเดียวอีกต่อไป แต่มีจีนก้าวขึ้นมาเป็นอีกมหาอำนาจนำของโลกอย่างชัดเจนมากขึ้น การระบาดครั้งนี้จะช่วยลดช่วงเวลาและระยะห่างระหว่างสองมหาอำนาจ ทั้งในเชิงขีดความสามารถ ทรัพยากร และความชอบธรรมและการยอมรับจากประชาคมระหว่างประเทศ

               ♦ การมีบทบาทนำกระแสการเมืองโลกอาจจะเปลี่ยนจากสหรัฐฯ (US-Centric Glo- balization) เป็นจีน (China-Centric Globalization) กล่าวคือ สหรัฐฯ อาจจะไม่ถูกมองว่าเป็นผู้นำโลกเสรีจากแนวทางในการรับมือโรคระบาด แต่จะถูกมองว่ารัฐบาลสหรัฐฯ มองแค่ผลประโยชน์ของประเทศตนเป็นหลัก ยกตัวอย่างประเด็นวิพากษ์วิจารณ์กรณีที่นายโดนัลด์ ทรัมป์ พยายามติดต่อขอซื้อลิขสิทธิ์วัคซีน ป้องกันโรคจากบริษัทสัญชาติเยอรมัน CureVac เพื่อให้เป็นสิทธิ์ขาดของสหรัฐฯ แต่เพียงฝ่ายเดียว สวนทางกับจีนที่แม้รัฐบาลจีนจะดำเนินมาตรการผิดพลาดในระยะแรกของการระบาด ทั้งการปกปิดความรุนแรงและการแพร่กระจายของไวรัส แต่ในระยะหลังรัฐบาลจีนได้ปรับมาตรการรับมือ ได้อย่างรวดเร็วและทันท่วงที อาทิ การกักตัวเองของผู้ติดเชื้อและผู้เสี่ยงติดเชื้อ การระงับการเดินทาง การปิดเมือง ซึ่งมาตรการดังกล่าวได้รับการยกย่องว่าเป็นมาตรการที่เหมาะสมในการรับมือ COVID-19 นอกจากนี้ จีนยังแสดงบทบาทนำในการ ช่วยเหลือประเทศต่าง ๆ ในการรับมือ COVID-19 อาทิ การส่งออกหน้ากากอนามัย หน้ากากที่ใช้ในทาง การแพทย์ หน้ากากกันฝุ่น ยาและเวชภัณฑ์ต่าง ๆ รวมถึงการส่งทีมแพทย์พยาบาลผู้เชี่ยวชาญไปยังประเทศ ต่าง ๆ ท่าทีของจีนสะท้อนให้เห็นว่า จีนพยายามสร้างบทบาทนำในการปฏิรูประเบียบโลกใหม่ด้วยการจัดสรรสินค้าและบริการสาธารณะระหว่างประเทศ ซึ่งเป็นพื้นฐานสำคัญในการก้าวสู่การเป็นมหาอำนาจนำ (Hegemony) ของโลก

               ♦ ความสัมพันธ์ระหว่างสหรัฐฯ และจีน (Sino-American Relations) มีแนวโน้ม ถดถอยลง โดยมีสาเหตุมาจากการกล่าวหาว่าอีกฝ่ายเป็นต้นเหตุของไวรัส COVID-19 และการกล่าวโทษกัน ไปมา ซึ่งอาจส่งผลกระทบต่อการค้าระหว่างสองประเทศและทำให้ความสัมพันธ์ตึงเครียดมากขึ้น

2.1.3 อิทธิพลโลกตะวันออกเพิ่มขึ้น

               ♦ อิทธิพลของโลกตะวันตกมีแนวโน้มอ่อนลงสวนทางกับอิทธิพลของโลกตะวันออก ที่เพิ่มขึ้นในการเมืองโลก ซึ่งเป็นผลมาจากมาตรการการรับมือโรคระบาด ยกตัวอย่างเช่นมาตรการของไทย เกาหลีใต้ ไต้หวัน สิงคโปร์ และจีน ที่ดำเนินการแก้ปัญหาทันทีเมื่อพบการแพร่ระบาด ในขณะที่ประเทศในทวีปยุโรปและสหรัฐฯ ไม่สามารถรับมือโรคระบาดได้ดีพอ ส่งผลกระทบต่อภาพลักษณ์อิทธิพลของโลกตะวันตกในระยะยาว

               ♦ ปรากฏความพยายามในการสร้างบทบาทนำของอินเดียในภูมิภาคเอเชียใต้ ภายหลังหลายประเทศหันไปพึ่งพาจีนมากขึ้น โดยในช่วงที่เริ่มมีการแพร่ระบาดของ COVID-19 นอกประเทศจีน รัฐบาลอินเดียได้เรียกร้องให้ผู้นำเอเชียใต้ หรือซาร์ก (SAARC) ร่วมมือกันรับมือไวรัสผ่านการประชุมผ่าน Video Conference และจัดตั้งกองทุนช่วยเหลือฉุกเฉินในกรณีที่ประเทศในภูมิภาคต้องการความช่วยเหลือทางการแพทย์และสาธารณสุข

               ♦ การบูรณาการของสหภาพยุโรป (EU Integration) จะอ่อนแอลง อันเนื่องมาจาก แรงกดดันทางการเมืองภายในของประเทศสมาชิก EU ในการให้ความช่วยเหลือด้านสาธารณสุขและการเปิดพรมแดนจะส่งผลกระทบต่อความเป็นเอกภาพของประเทศสมาชิก EU เช่น การขอความช่วยเหลือ ด้านสาธารณสุขของรัฐบาลอิตาลีต่อประเทศพันธมิตรทั้งที่เป็นสมาชิกและไม่เป็นสมาชิกสหภาพยุโรป แต่ก็ไม่ได้รับความช่วยเหลือที่เหมาะสม ในขณะที่รัสเซียดำเนินการอย่างเต็มที่ในการส่งความช่วยเหลือทางการแพทย์และสาธารณสุขให้แก่อิตาลี สะท้อนถึงความพยายามของรัสเซียที่จะรักษาความสัมพันธ์ระหว่างสองประเทศ ท่ามกลางมาตรการคว่ำบาตรของสหภาพยุโรป ทั้งนี้ มีการวิเคราะห์ว่า ท่าทีของรัสเซียจะส่งผลกระทบต่อความร่วมมือของประเทศในกลุ่ม EU และบทบาทขององค์การสนธิสัญญาแอตแลนติกเหนือ (NATO) เป็นต้น

2.2 มิติด้านเศรษฐกิจและห่วงโซ่อุปทานโลก

2.2.1 เศรษฐกิจโลกเข้าสู่ภาวะถดถอย

              ♦ มีความเป็นไปได้ที่จะเกิดการชะลอตัวทางเศรษฐกิจ (Economic Slowdown) หรือเศรษฐกิจถดถอย (Economic Recession)

              ♦ กองทุนการเงินระหว่างประเทศ (IMF) ระบุว่า เศรษฐกิจโลกได้เข้าสู่ภาวะถดถอย ซึ่งเป็นผลกระทบจากการแพร่ระบาดของไวรัส COVID-19 และมีแนวโน้มว่า อาจส่งผลกระทบมากกว่าช่วงวิกฤตการเงินปี 2551 อย่างไรก็ดี เศรษฐกิจโลกอาจฟื้นตัวขึ้นในปี 2564 หากประเทศต่าง ๆ ประสบความสำเร็จในการสกัดกั้นการแพร่ระบาดของเชื้อไวรัสและป้องกันไม่ให้ปัญหาสภาพคล่องส่งผลให้เกิดภาวะเศรษฐกิจถดถอย

              ♦ ด้านเลขาธิการองค์การเพื่อความร่วมมือทางเศรษฐกิจและการพัฒนา (OECD) ระบุว่าประเทศที่มีเศรษฐกิจขนาดใหญ่หลายประเทศกำลังเข้าสู่ภาวะเศรษฐกิจถดถอยอย่างน้อย 2 ไตรมาส ต่อเนื่อง คาดการณ์ว่าการแพร่ระบาดของไวรัส COVID-19 อาจฉุดอัตราการเติบโตของเศรษฐกิจโลกลง ครึ่งหนึ่ง อยู่ที่ร้อยละ 1.5

              ♦ รายงานการประชุมสหประชาชาติว่าด้วยการค้าและการพัฒนา ระบุว่า การแพร่ระบาด ของ COVID-19 จะส่งผลให้การลงทุนโดยตรงจากต่างประเทศ (FDI) ทั่วโลกหดตัวลงราวร้อยละ 30 – 40 และกระทบต่อห่วงโซ่มูลค่าโลก (Global Value Chains)

              ♦ นักเศรษฐศาสตร์คาดการณ์ว่า COVID-19 จะสร้างความเสียหายทางเศรษฐกิจโลก สูงกว่ากรณีของโรคซาร์ส โดยในครั้งนี้เศรษฐกิจโลกอาจสูญเสียมูลค่ามากถึง 4 หมื่นล้านเหรียญสหรัฐ หรือ คิดเป็นร้อยละ 0.1 ของ GDP โลก เนื่องจากเศรษฐกิจจีนมีขนาดใหญ่กว่าเดิมช่วงโรคซาร์ส เชื่อมโยงทั้งการค้า การลงทุน และการขนส่ง ส่วนแบ่งทางเศรษฐกิจจีนคิดเป็นร้อยละ 16 ของ GDP โลก (คิดเป็น 1 ใน 3 ของเศรษฐกิจโลก) เพิ่มสูงขึ้นจากสมัยโรคซาร์สอยู่ที่ร้อยละ 4

2.2.2 แนวคิดชาตินิยมทางเศรษฐกิจ

              ♦ มีแนวโน้มที่เศรษฐกิจโลกจะดำเนินไปในทิศทางลัทธิชาตินิยมทางเศรษฐกิจ (Eco- nomic Nationalism) หรือลัทธิปกป้องการค้า (Protectionism) มากขึ้น กล่าวคือ การแพร่ระบาดของ COVID-19 ส่งผลกระทบต่อการค้าโลก สะท้อนให้เห็นถึงอันตรายและผลกระทบที่รัฐพึ่งพิงระบบการผลิต ระหว่างประเทศมากเกินไป ส่งผลให้คนในประเทศตกงาน จึงมีความเป็นไปได้ที่กระแสลัทธิชาตินิยมทาง เศรษฐกิจการปกป้องการค้าจะถูกหยิบยกมาเป็นประเด็นในอนาคต

              ♦ มีความเป็นไปได้ที่จีนจะให้ความสำคัญกับเศรษฐกิจและการบริโภคภายในประเทศ (Domestic and Consumption Economy) มากขึ้นหลังการแพร่ระบาดของไวรัส โดยสภาวะทางเศรษฐกิจและมาตรการทางเศรษฐกิจของจีนจะส่งผลกระทบต่อประเทศอื่นทั่วโลก เนื่องจากจีนมีบทบาท สำคัญในระบบเศรษฐกิจโลก (Global Economic System) ประเด็นที่น่าจับตา คือ เศรษฐกิจจีนจะฟื้นตัว แบบ V-shaped (ภาวะเศรษฐกิจถดถอยแล้วฟื้นตัวอย่างรวดเร็ว) หรือ U-shaped (ภาวะเศรษฐกิจถดถอย ช่วงสั้น ๆ แล้วฟื้นตัว)

2.2.3 การหยุดชะงักของการผลิตและห่วงโซ่อุปทานโลก

              ♦ ปัญหาการหยุดชะงักของการผลิต (Supply Disruption) เช่นเดียวกับที่เกิดขึ้นในจีน ส่งผลให้ห่วงโซ่อุปทานโลก (Global Supply Chains) ที่มีส่วนการผลิตในประเทศที่เกิดการระบาดหยุดชะงัก และหากยังไม่สามารถควบคุมการแพร่ระบาดได้ ห่วงโซ่อุปทานที่มีความเชื่อมโยงในหลายประเทศ เช่น อุตสาหกรรมยานยนต์และชิ้นส่วน อุตสาหกรรมเครื่องใช้ไฟฟ้าและอิเล็กทรอนิกส์ อุตสาหกรรมเครื่องจักร และส่วนประกอบ จะได้รับผลกระทบรุนแรง เนื่องจากต้องรับผลกระทบหลายทอดจากหลายประเทศที่อยู่ในห่วงโซ่อุปทานเดียวกัน

              ♦ การค้าระหว่างประเทศ (International Trade) ห่วงโซ่อุปทานโลก และกำลังการผลิตทั่วโลก (Global Manufacturing) จะได้รับผลกระทบจากไวรัส COVID-19 จากการปิดโรงงานการผลิต ในพื้นที่แพร่ระบาดส่งผลกระทบต่อห่วงโซ่อุปทานโลก

              ♦ มีแนวโน้มว่าผู้ผลิตและซัพพลายเออร์ (Supplier) ต่างชาติจะลดการพึ่งพาจากจีน และกระจายความเสี่ยงนั้นไปยังประเทศอื่น เพื่อป้องกันปัญหาซ้ำรอย แม้ก่อนหน้านี้หลายประเทศ จะเปลี่ยน Supply Lines จากจีนไปประเทศอื่น แต่สินค้าบางชนิดยังคงต้องพึ่งพาการผลิตจากจีน

3. ผลกระทบต่ออาเซียน

3.1 มิติเศรษฐกิจ

              ♦ ในระยะสั้น สิงคโปร์ มาเลเซีย และไทย จะได้รับผลกระทบจากการแพร่ระบาดของ COVID-19 มากที่สุดในภูมิภาคจากการหยุดชะงักของการผลิตและอุปสงค์สินค้าที่ลดลง เนื่องจากทั้งสามประเทศนี้มีบทบาทในห่วงโซ่อุปทานระดับภูมิภาค (Regional Supply Chains) ค่อนข้างมาก อินโดนีเซีย เวียดนาม และฟิลิปปินส์ ก็จะได้รับผลกระทบเช่นกันจากความพยายามในการเพิ่มบทบาทการมีส่วนร่วมใน Supply Chains

              ♦ มีแนวโน้มว่าหลายประเทศจะลดการพึ่งพาจีนลงในแง่ของ Supply Chains จึงเป็นโอกาสดีของกลุ่มประเทศอาเซียนที่จะมีบทบาทในการเป็นผู้ผลิตวัตถุดิบและสินค้า อย่างไรก็ตาม มีความจำเป็นที่ประเทศอาเซียนจะต้องปรับปรุงระบบโครงสร้างพื้นฐานและทักษะแรงงานให้มีประสิทธิภาพมากขึ้นเพื่อรองรับการเป็นแหล่งผลิตใหม่เช่นเดียวกับการมีมาตรการทางภาษี กฎหมายแรงงาน และระบบกฎหมายที่เอื้อต่อภาคธุรกิจ

              ♦ การปรับเปลี่ยนสายการผลิต (Supply-side Adjustments) จะส่งผลกระทบต่อเนื่องไปยังการค้าและการลงทุน หนึ่งในการปรับเปลี่ยนนั้นคือการเปลี่ยนสายการผลิตจากจีนมายังกลุ่มประเทศอาเซียน โดยการระบาดของ COVID-19 จะส่งผลให้กระบวนการดังกล่าวชะลอตัวลง จึงเป็นโอกาสของกลุ่มประเทศอาเซียนในการดึงการลงทุนต่าง ๆ ไว้

              ♦ ประเทศอาเซียนที่พึ่งพารายได้จากการท่องเที่ยวจะได้รับผลกระทบอย่างมากโดยเฉพาะไทย จากการประมาณการของกระทรวงการท่องเที่ยวฯ คาดว่าไทยจะสูญเสียนักท่องเที่ยวราว 5 ล้านคน สูญเสียรายได้กว่า 2.5 แสนล้านบาท คิดเป็นมูลค่าร้อยละ 1.5 ของ GDP และอาจฉุดอัตราการเติบโตของ GDP ไทยลงจากที่คาดไว้ตอนต้นปี 2563 ที่ร้อยละ 2.8 เหลือเพียงร้อยละ 1.3 ทั้งนี้ นักท่องเที่ยวจีนคิดเป็นสัดส่วนมากถึงร้อยละ 27 ของนักท่องเที่ยวต่างชาติทั้งหมดที่เข้ามาในประเทศ

              ♦ กัมพูชาและลาวอาจจะได้รับผลกระทบโดยตรงจากเศรษฐกิจจีนที่ชะลอตัว เนื่องจากการพึ่งพาการลงทุนและความช่วยเหลือจากจีนในระดับสูง

              ♦ การจำกัดการเคลื่อนย้ายแรงงานและการจ้างงานจากความกังวลต่อการแพร่ระบาด ของ COVID-19 อาจส่งผลกระทบต่อประเทศส่งออกและรับแรงงานต่างชาติ และอาจกระทบต่อเนื่องไปยังภาคการผลิตและบริการภายในประเทศด้วย

              ♦ ในส่วนของบรูไนฯ และมาเลเซียอาจจะได้รับผลกระทบจากการส่งออกน้ำมัน และสงครามราคาในตลาดน้ำมันโลกสวนทางกับประเทศอื่นในภูมิภาคที่จะได้รับประโยชน์จากราคาน้ำมันที่ถูกลง

3.2 มิติการเมือง

              ♦ การแพร่ระบาดของ COVID-19 จะเป็นปัจจัยท้าทายเสถียรภาพทางการเมืองของประเทศอาเซียน แม้สถานการณ์ทางการเมืองในบรูไนฯ สิงคโปร์ ลาว และเวียดนามจะมีเสถียรภาพความมั่นคง แต่สถานการณ์การเมืองในหลายประเทศยังคงน่าเป็นห่วง อาทิ การเมืองในอินโดนีเซีย มาเลเซีย และไทยที่กำลังอยู่ในสภาวะเปราะบาง ขณะที่เมียนมาและฟิลิปปินส์เตรียมจัดการเลือกตั้งทั่วไปในปี 2563 และ 2564 ตามลำดับ ตลอดจนอนาคตทางการเมืองของกัมพูชาที่ยังไม่สามารถคาดการณ์ได้

4. ผลกระทบต่อไทยและข้อเสนอแนะ

4.1 ด้านความสัมพันธ์ระหว่างประเทศ

              1) สหรัฐฯ และจีน จะยังคงแย่งชิงการมีบทบาทนำในด้านความสัมพันธ์กับไทย อย่างไรก็ตาม มีแนวโน้มที่จีนจะสามารถเข้ามาเพิ่มระดับความสัมพันธ์กับไทยได้เร็วกว่าเนื่องจากสถานการณ์ภายในจีนที่เริ่มคลี่คลาย พร้อมทั้งการมีมาตรการช่วยเหลือไทยในด้านการแพทย์เพื่อรับมือกับการระบาด ในขณะที่สหรัฐฯ อาจจะต้องอาศัยเวลาระยะหนึ่งในการแก้ปัญหาการระบาดอย่างรุนแรงภายในประเทศ และยังจะต้อง ให้ความสำคัญกับการเลือกตั้งประธานาธิบดีในห้วงปลายปี 2563 (ยังไม่ปรากฏชัดเจนว่าการเลือกตั้ง ของสหรัฐฯ จะเลื่อนออกไปหรือไม่)

              2) จีนมีแนวโน้มจะแสวงประโยชน์จากสถานการณ์ที่สหรัฐฯ ยังประสบปัญหาการระบาดภายในประเทศ เข้ามากระชับความสัมพันธ์กับไทยในด้านต่าง ๆ เพิ่มมากขึ้น พร้อมทั้งนำเสนอให้นักท่องเที่ยวจากจีนกลับมาเยือนไทยในโอกาสแรก ซึ่งไทยควรพิจารณาการมีปฏิสัมพันธ์กับจีนอย่างรอบคอบ โดยพยายามหลีกเลี่ยงเงื่อนไขหรือการดำเนินการใดของจีนที่จะเป็นการผูกมัดไทย และส่งผลกระทบต่อความมั่นคงและผลประโยชน์ของประเทศในระยะยาว

              3) ประเทศในแถบเอเชียตะวันออกซึ่งประสบความสำเร็จในการควบคุมการระบาด มีแนวโน้มจะเข้ามาลงทุนและเพิ่มกิจกรรมทางเศรษฐกิจในไทย ในขณะที่ประเทศตะวันตกจะยังคงต้องใช้เวลาในการแก้ปัญหาการระบาดภายในประเทศ ซึ่งการเปิดรับการลงทุนอย่างเหมาะสมจากภาคธุรกิจของประเทศแถบเอเชียตะวันออกน่าจะช่วยกระตุ้นเศรษฐกิจของไทยในระยะหลังวิกฤติได้

              4) ประเด็นโรคระบาดจะกลายเป็นวาระสำคัญอย่างมากของประชาคมระหว่างประเทศ ซึ่งไทยควรพิจารณาแสวงหาจุดยืน และการดำเนินการ/การมีท่าทีที่เป็นประโยชน์ ซึ่งจะเอื้อให้ไทยสามารถมีบทบาทนำในการผลักดันประเด็นดังกล่าวในเวทีระหว่างประเทศได้อย่างมีประสิทธิภาพและเกิดประโยชน์สูงสุด

              4) ประเด็นโรคระบาดจะกลายเป็นวาระสำคัญอย่างมากของประชาคมระหว่างประเทศ ซึ่งไทยควรพิจารณาแสวงหาจุดยืน และการดำเนินการ/การมีท่าทีที่เป็นประโยชน์ ซึ่งจะเอื้อให้ไทยสามารถมีบทบาทนำในการผลักดันประเด็นดังกล่าวในเวทีระหว่างประเทศได้อย่างมีประสิทธิภาพ และเกิดประโยชน์สูงสุด

4.2 ด้านความมั่นคง

              ภัยจากการระบาด Covid-19 จะบดบังความสำคัญของภัยคุกคามอื่น ๆ และอาจส่งผลให้ภัยอื่น ๆ อาทิ การก่อการร้าย อาชญากรรมข้ามชาติ และภัยคุกคามทางไซเบอร์ อาศัยช่วงเวลาที่ไทยให้ความสำคัญกับปัญหาโรคระบาดเป็นหลัก เข้ามาสร้างความเสียหายต่อความมั่นคงและผลประโยชน์ของไทยได้ ซึ่งไทยจำเป็นต้องมีความพร้อมรับมือกับภัยคุกคามอื่น ๆ ตลอดเวลา

4.3 ด้านเศรษฐกิจ

              1) ไทยจะได้รับผลกระทบโดยตรงด้านเศรษฐกิจทั้งภายในและภายนอกประเทศ โดยเฉพาะภาคเศรษฐกิจจริง ภาคการผลิต ภาคการค้าชายแดน และภาคการท่องเที่ยว ทั้งนี้ มีแนวโน้มว่าเศรษฐกิจไทยจะเข้าสู่ ภาวะถดถอยในทางเทคนิค กล่าวคือ อาจติดลบอย่างน้อย 2 ไตรมาสจากการลดลงของภาคการผลิต การใช้จ่ายภาคอุปโภค บริโภค การลงทุน การส่งออกสินค้าและบริการอันอาจนำไปสู่การลดลงของการจ้างงาน

              2) มีแนวโน้มที่หลายบริษัทจะพยายามลดการพึ่งพาจีนลงในแง่ของ Supply Chains และแสวงหาแหล่งผลิตใหม่เพื่อกระจายความเสี่ยงซึ่งไทยอาจแสวงหาผลประโยชน์จากกรณีดังกล่าว โดยพิจารณานำเสนอตนเองเป็นพื้นที่ทางเลือกสำหรับการเป็นผู้ผลิตวัตถุดิบและสินค้า อย่างไรก็ตาม ไทยอาจมีความจำเป็นต้องปรับปรุงระบบโครงสร้างพื้นฐานและทักษะแรงงานให้มีประสิทธิภาพมากขึ้นเพื่อรองรับการเป็นแหล่งผลิตใหม่ เช่นเดียวกับการมีมาตรการทางภาษี กฎหมายแรงงาน และระบบกฎหมายที่เอื้อต่อภาคธุรกิจ

กองความมั่นคงระหว่างประเทศ
สำนักงานสภาความมั่นคงแห่งชาติ
บทความจาก วารสารมุมมองความมั่นคง ฉบับที่ ๔ (มิ.ย. – ก.ย. ๖๓)

Loading

การประชุมสำนักงานเลขานุการคณะกรรมการขับเคลื่อนการแก้ไขปัญหาจังหวัดชายแดนภาคใต้ (สล.คปต.) ครั้งที่ ๒/๒๕๖๓

S02

          นายฉัตรชัย บางชวด รองเลขาธิการสภาความมั่นคงแห่งชาติ เป็นประธานการประชุมสำนักงานเลขานุการคณะกรรมการขับเคลื่อนการแก้ไขปัญหาจังหวัดชายแดนภาคใต้ (สล.คปต.) ครั้งที่ ๒/๒๕๖๓ ณ ห้องประชุมวิจิตรวาทการ สำนักงานสภาความมั่นคงแห่งชาติ เมื่อวันศุกร์ที่ ๑๐ กรกฎาคม ๒๕๖๓ เวลา ๐๘.๐๐-๑๖.๓๐ น.

สำนักงานสภาความมั่นคงแห่งชาติ

๑๐ กรกฎาคม ๒๕๖๓

Loading

การประชุมสภาความมั่นคงแห่งชาติ ครั้งที่ ๒/๒๕๖๓

          พลเอก ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี/ประธานสภาความมั่นคงแห่งชาติ ได้เป็นประธานการประชุมสภาความมั่นคงแห่งชาติ ครั้งที่ ๒/๒๕๖๓ ณ ห้องประชุมวิจิตรวาทการ ชั้น ๓ สำนักงานสภาความมั่นคงแห่งชาติโดยที่ประชุมได้รับทราบการจัดตั้งคณะกรรมการจำนวน ๒ คณะ เพื่อเป็นกลไกในการขับเคลื่อนยุทธศาสตร์ชาติด้านความมั่นคง ได้แก่ ๑) คณะกรรมการบูรณาการขับเคลื่อนยุทธศาสตร์ชาติด้านความมั่นคง มีรองนายกรัฐมนตรีที่นายกรัฐมนตรีมอบหมายเป็นประธาน และ ๒) คณะกรรมการขับเคลื่อนแผนแม่บทภายใต้ยุทธศาสตร์ชาติประเด็นความมั่นคงและนโยบายและแผนระดับชาติว่าด้วยความมั่นคงแห่งชาติ ซึ่งประกอบด้วยคณะกรรมการ ๕ คณะซึ่งมีหัวหน้าส่วนราชการตามที่ได้รับมอบหมาย เป็นประธาน

          ที่ประชุมได้รับทราบเพิ่มเติมเกี่ยวกับการปรับโครงสร้างการแบ่งส่วนราชการภายในของสำนักงานสภาความมั่นคงแห่งชาติ เพื่อให้สอดคล้องกับภารกิจที่เปลี่ยนแปลงไป นำไปสู่การจัดตั้งกองความมั่นคงทางทะเล เพื่อพัฒนานโยบาย ยุทธศาสตร์ และประสานงานในการรักษาผลประโยชน์ของชาติทางทะเล และการจัดตั้งกลุ่มกฎหมายในการอำนวยการบังคับใช้กฎหมายว่าด้วยสภาความมั่นคงแห่งชาติ และกฎหมายว่าด้วยความมั่นคงที่เกี่ยวข้อง

          อีกทั้ง ที่ประชุมได้รับทราบข้อเสนอการเพิ่มประสิทธิภาพในการสืบสวนสอบสวนคดีความมั่นคงในพื้นที่จังหวัดชายแดนภาคใต้ อันประกอบด้วย ๑) การเร่งรัดออกประกาศ โดยอาศัยอำนาจประกาศตามมาตรา ๑๑ ของพระราชกำหนดการบริหารราชการในสถานการณ์ฉุกเฉิน พ.ศ. ๒๕๔๘ (ฉบับที่ ๓) เพื่อให้ผู้บริการโทรศัพท์เคลื่อนที่นำส่งข้อมูลที่เกี่ยวข้องกับการใช้โทรศัพท์เคลื่อนที่ไปยังระบบจัดเก็บข้อมูลของตำรวจภูธร ภาค ๙ และ ๒) การกำหนดตำแหน่งพนักงานสอบสวนคดีความมั่นคงให้กับกลุ่มสอบสวนในกองบังคับต่าง ๆ ในพื้นที่จังหวัดชายแดนภาคใต้ และที่ประชุมยังได้รับทราบเพิ่มเติมเกี่ยวกับความคืบหน้าการพูดคุยเพื่อสันติสุขจังหวัดชายแดนภาคใต้ที่มีพัฒนาการมาตามลำดับอีกด้วย

          นอกจากนี้ ที่ประชุมได้พิจารณา (ร่าง) แผนปฏิบัติการด้านการบริหารจัดการผู้หลบหนีเข้าเมือง ระยะที่ ๑ (พ.ศ. ๒๕๖๓ – ๒๕๖๕) ซึ่งมีวัตถุประสงค์เพื่อบริหารจัดการผู้หลบหนีเข้าเมืองอย่างเป็นระบบ ภายใต้หลักการส่งเสริมการเข้าเมืองอย่างถูกกฎหมายและป้องกันการเข้ามาอย่างผิดกฎหมาย โดยจะได้มีการประกาศใช้ต่อไป

          รวมถึง ที่ประชุมได้พิจารณาโครงการพัฒนาเพื่อเสริมความมั่นคงเฉพาะพื้นที่โป่งน้ำร้อน (พ.ศ. ๒๕๖๔ – ๒๕๖๕) ซึ่งเป็นโครงการที่บูรณาการงานความมั่นคงควบคู่กับงานพัฒนาคุณภาพชีวิตประชาชนในพื้นที่คลองยุทธศาสตร์ช่วงบ้านคลองใหญ่ – เขาหนองบัว ตำบลคลองใหญ่ อำเภอโป่งน้ำร้อนจังหวัดจันทบุรี เป็นแหล่งเก็บน้ำธรรมชาติ เพื่อช่วยเหลือประชาชนและตอบสนองความมั่นคงทางทหารตามแนวชายแดนซึ่งจะได้เสนอคณะรัฐมนตรีเพื่อพิจารณาให้ความเห็นชอบต่อไป

สำนักงานสภาความมั่นคงแห่งชาติ

๙ กรกฎาคม ๒๕๖๓

Loading

สำนักงานสภาความมั่นคงแห่งชาติ บันทึกเทปรายการกล่าวอาเศียรวาทถวายพระพรชัยมงคล เนื่องในโอกาส วันมหามงคลเฉลิมพระชนมพรรษา พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ๒๘ กรกฎาคม ๒๕๖๓ (ช่อง ๕)

               พลเอก สมศักดิ์ รุ่งสิตา เลขาธิการสภาความมั่นคงแห่งชาติ นำคณะผู้บริหารระดับสูงของหน่วยงานในสังกัด บันทึกเทปรายการกล่าวอาเศียรวาทถวายพระพรชัยมงคล เนื่องในโอกาส วันมหามงคลเฉลิมพระชนมพรรษา พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ๒๘ กรกฎาคม ๒๕๖๓ ณ สถานีวิทยุโทรทัศน์กองทัพบก (ททบ.๕) เพื่อแสดงความจงรักภักดีและน้อมรำลึกในพระมหากรุณาธิคุณที่ทรงมีต่อพสกนิกรชาวไทย

บทอาเศียรวาทถวายพระพรชัยมงคล
เนื่องในโอกาสวันมหามงคลเฉลิมพระชนมพรรษา  พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว
๒๘ กรกฎาคม ๒๕๖๓

————————————————————————–

กราบพระบาท อภิวาท ถวายพระพร
ชุลีกร ผองพสก ปกเกศา
พระบารมี แผ่คุ้มเกล้า ชาวประชา
ทั่วพารา ร่มเย็น เป็นสุขใจ

ทรงเป็น มิ่งขวัญหทัย ชนในชาติ
เหล่าทวยราษฎร์ อิ่มเอม เปรมสดใส
ทศพิธ ราชธรรม น้ำพระทัย
ทรงนำชัย ชาติก้าวหน้า สถาพร

เฉลิมพระชนมพรรษา ศุภมาส
อัญเชิญเทพ ทั่วประกาศ สโมสร
คุ้มบดินทร์ แผ่ปกเกล้า เหล่านิกร
ถวายพระพร ขอพระองค์ ทรงพระเจริญ

ด้วยเกล้าด้วยกระหม่อม ขอเดชะ

ข้าพระพุทธเจ้า พลเอก สมศักดิ์  รุ่งสิตา เลขาธิการสภาความมั่นคงแห่งชาติ และภริยา
พร้อมคณะผู้บริหาร ข้าราชการ สำนักงานสภาความมั่นคงแห่งชาติ

————————————————

ณ สถานีวิทยุโทรทัศน์กองทัพบก (ททบ.๕)
วันที่ ๒ ก.ค. ๒๕๖๓

Loading

Top