สรุปผลการประชุมส่วนราชการที่เกี่ยวข้อง สำนักงานประสานงานกลาง (ศบค.) เรื่องการขยายระยะเวลาการประกาศสถานการณ์ฉุกเฉินในทุกเขตท้องที่ ทั่วราชอาณาจักร วันที่ ๒๑ พ.ค. ๒๕๖๓ สมช. ทำเนียบรัฐบาล

(Last Updated On: พฤษภาคม 21, 2020)

              การประชุมส่วนราชการที่เกี่ยวข้อง โดยมี พลเอกสมศักดิ์ รุ่งสิตา เลขาธิการสภาความมั่นคงแห่งชาติ ในฐานะหัวหน้าสำนักงานประสานงานกลาง (ศบค.) เป็นประธาน ณ วันพฤหัสบดีที่ ๒๑ พฤษภาคม ๒๕๖๓ เวลา ๐๙.๐๐ น. ณ ห้องประชุมวิจิตรวาทการ ชั้น ๓ สำนักงานสภาความมั่นคงแห่งชาติ ทำเนียบรัฐบาล

              ที่ประชุมมีมติเห็นชอบให้ศูนย์บริหารสถานการณ์การแพร่ระบาดของโรคติดเชื้อไวรัสโคโรนา 2019 (โควิด – 19) นำเสนอคณะรัฐมนตรีพิจารณาขยายระยะเวลาการประกาศสถานการณ์ฉุกเฉินในทุกเขตท้องที่ทั่วราชอาณาจักรออกไปอีก ๑ เดือน ตั้งแต่วันที่ ๑ มิถุนายน ๒๕๖๓ และสิ้นสุดในวันที่ ๓๐ มิถุนายน ๒๕๖๓ เพื่อเป็นเครื่องมือที่สำคัญต่อการปฏิบัติงานของเจ้าหน้าที่ในการป้องกันและระงับยับยั้งการแพร่ระบาดของโรคโควิด – 19

              สำหรับเหตุผลที่สำคัญในการดำเนินการ ที่ประชุมเห็นว่าแม้ในห้วงระยะที่ผ่านมารัฐบาลจะได้ดำเนินมาตรการที่จำเป็นต่าง ๆ โดยอาศัยอำนาจตามพระราชกำหนดการบริหารราชการในสถานการณ์ฉุกเฉิน พ.ศ.๒๕๔๘ และกฎหมายอื่นที่เกี่ยวข้อง อันจะช่วยบูรณาการการทำงานของทุกภาคส่วนโดยเฉพาะฝ่ายสาธารณสุข ฝ่ายความมั่นคง และฝ่ายเศรษฐกิจ เพื่อชะลอ ควบคุม และป้องกัน การแพร่ระบาดในราชอาณาจักรของโรคโควิด – 19 มิให้เกิดเหตุการณ์ร้ายแรงมากขึ้นและมีผลการดำเนินการที่ประสบผลสำเร็จได้ตามเป้าหมายเป็นอย่างดี อย่างไรก็ตาม สถานการณ์การแพร่ระบาดของโรคยังคงไม่สิ้นสุด โดยมีข้อมูลว่าหลายประเทศยังคงมีการระบาดและมีจำนวนผู้ติดเชื้อในระดับสูง และเมื่อได้ผ่อนคลายหรือยกเลิกมาตรการควบคุมแล้วกลับพบการระบาดของโรคระลอกใหม่ในระดับรุนแรง ดังนั้น จึงมีความจำเป็นอย่างยิ่งที่การปฏิบัติงานของรัฐบาลและส่วนราชการที่เกี่ยวข้องในการชะลอ ควบคุม และป้องกันการแพร่ระบาดในราชอาณาจักรของโรคโควิด – 19 จะยังต้องสามารถดำเนินการต่อไปให้ได้อย่างมีเอกภาพ รวดเร็ว มีความต่อเนื่องและมีประสิทธิภาพ เพื่อรักษาไว้ซึ่งความปลอดภัยและการดำรงชีวิตโดยปกติสุขของประชาชนเป็นสำคัญ

              เพื่อให้บรรลุเป้าหมายดังกล่าว ที่ประชุมเห็นว่าอำนาจตามพระราชกำหนด การบริหารราชการในสถานการณ์ฉุกเฉิน พ.ศ.๒๕๔๘ ยังคงมีความจำเป็นและจะต้องมีการบังคับใช้ต่อไปอีกห้วงระยะหนึ่ง ทั้งนี้ เนื่องจากหากนำกฎหมายฉบับอื่นมาใช้บังคับแทน อาทิ พระราชบัญญัติโรคติดต่อ พ.ศ. ๒๕๕๘ ที่ให้ความสำคัญกับมาตรการทางสาธารณสุขเป็นสำคัญเพียงด้านเดียว อาจจะทำให้เกิดการให้ความสำคัญกับด้านใดด้านหนึ่งมากจนเกินไปในการบูรณาการกับภาคส่วนอื่น ๆ

              อีกทั้งยังพบข้อจำกัดในการดำเนินการ โดยเฉพาะประเด็นเรื่องความเป็นเอกภาพและความต่อเนื่องในการปฏิบัติงานของเจ้าหน้าที่ เนื่องจากกลไกตามกฎหมายดังกล่าวจะให้อำนาจแก่ ผู้ว่าราชการจังหวัดและผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานครภายใต้รูปแบบของคณะกรรมการสามารถใช้ดุลพินิจเพื่อบังคับใช้กฎหมายภายในเขตพื้นที่รับผิดชอบของตนได้อย่างอิสระ ดังนั้นหากมีการบังคับใช้กฎหมายดังกล่าวในทุกเขตท้องที่ทั่วราชอาณาจักร อาจส่งผลให้เกิดแนวปฏิบัติที่หลากหลายขึ้น ในแต่ละพื้นที่ จนทำให้ขาดมาตรฐานกลาง มีความซ้ำซ้อน และขาดความชัดเจนรวมทั้งไม่เป็นเอกภาพในการปฏิบัติงาน ซึ่งจะส่งผลกระทบต่อประชาชนที่ต้องปฏิบัติการตามกฎหมายได้

              นอกจากนี้ หากการปฏิบัติงานของเจ้าหน้าที่ได้ส่งผลเสียหายต่อประชาชนและภาครัฐมีความจำเป็นจะต้องเยียวยาความเสียหายที่เกิดขึ้น ผู้ว่าราชการจังหวัดและผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานครจะไม่สามารถกำหนดแนวทางการเยียวยาได้อย่างบูรณาการและครอบคลุมความเสียหายที่เกิดขึ้นจริงในภาพรวมของประเทศอีกด้วย

              ในขณะที่การใช้อำนาจตามพระราชกำหนดการบริหารราชการในสถานการณ์ฉุกเฉิน พ.ศ.๒๕๔๘ จะกำหนดให้นายกรัฐมนตรีเป็นผู้ใช้อำนาจตามกฎหมาย ทำให้มีความต่อเนื่องและเจ้าหน้าที่ได้รับอำนาจอย่างเพียงพอในการปฏิบัติงานดังเช่นในปัจจุบันแล้ว ยังส่งผลให้การปฏิบัติงานมีความรวดเร็ว เป็นเอกภาพ และมีบทลงโทษที่ส่งผลเชิงจิตวิทยา นอกจากนี้ รัฐยังสามารถกำหนดแนวทางเยียวยาความเสียหายที่เกิดขึ้นกับประชาชนได้อย่างครอบคลุมและเป็นไปตามข้อเท็จจริงที่เกิดขึ้นอีกด้วย โดยเหตุผลดังกล่าว ที่ประชุมจึงเห็นควรเสนอให้มีการขยายระยะเวลาการประกาศสถานการณ์ฉุกเฉินในทุกเขตท้องที่ทั่วราชอาณาจักร เพื่อป้องกันและระงับยับยั้งการแพร่ระบาดของโรคโควิด – 19 ต่อไป อีก ๑ เดือน ตั้งแต่วันที่ ๑ มิถุนายน ๒๕๖๓ และสิ้นสุดในวันที่ ๓๐ มิถุนายน ๒๕๖๓

สำนักงานประสานงานกลาง
สำนักงานสภาความมั่นคงแห่งชาติ
๒๑ พฤษภาคม ๒๕๖๓

LEAVE REPLY

อีเมลของคุณจะไม่แสดงให้คนอื่นเห็น ช่องที่ต้องการถูกทำเครื่องหมาย *