Accessibility Tools

Skip to main content
เวลาทำการ จันทร์-ศุกร์ เวลา 8.30 น. - 16.30 น.
ขนาดตัวอักษร
สีตัวอักษร

ผู้เขียน: Theenaphat Kenyota

การสัมมนาเพื่อชี้แจงนโยบายการบริหารและการพัฒนาจังหวัดชายแดนภาคใต้ พ.ศ. ๒๕๖๘ – ๒๕๗๐

        เลขาธิการสภาความมั่นคงแห่งชาติ เป็นประธานเปิดการสัมมนาเพื่อชี้แจงนโยบายการบริหารและการพัฒนาจังหวัดชายแดนภาคใต้ พ.ศ. ๒๕๖๘ – ๒๕๗๐ เมื่อวันที่ ๙ มกราคม ๒๕๖๙ เวลา ๐๙.๓๐ น. ณ โรงแรม เดอะ เบอร์เคลีย์ ประตูน้ำ กรุงเทพฯ โดยมี พลเอก สมศักดิ์ รุ่งสิตา หัวหน้าคณะพูดคุยสันติสุขจังหวัดชายแดนภาคใต้ พลเอก อุดมชัย ธรรมสาโรรัชต์ ประธานกรรมการผู้แทนพิเศษของรัฐบาลฯ และผู้แทนหน่วยงานที่เกี่ยวข้องมากกว่า ๘๐ หน่วยงานเข้าร่วมการสัมมนาในครั้งนี้

        การจัดทำนโยบายการบริหารและการพัฒนาจังหวัดชายแดนภาคใต้ พ.ศ. ๒๕๖๘ – ๒๕๗๐ ถือเป็นนโยบายฉบับที่ ๔ นับตั้งแต่มีการตราพระราชบัญญัติการบริหารราชการจังหวัดชายแดนภาคใต้ พ.ศ. ๒๕๕๓ เพื่อให้ทุกภาคส่วนใช้เป็นกรอบทิศทางหลักในการปฏิบัติที่ครอบคลุมทั้งมิติด้านความมั่นคงและด้านการพัฒนา โดยได้กำหนดวัตถุประสงค์และประเด็นนโยบายที่มุ่งเน้นภารกิจงานทั้งการรักษาความมั่นคงปลอดภัย
การขับเคลื่อนกระบวนการพูดคุยสันติสุขฯ งานอำนวยความยุติธรรมและการเยียวยา งานยกระดับคุณภาพการศึกษา การส่งเสริมการพัฒนาเศรษฐกิจในพื้นที่ การส่งเสริมการอยู่ร่วมกันในสังคมท่ามกลางความหลากหลายทางวัฒนธรรม งานสื่อสารประชาสัมพันธ์ และการเพิ่มประสิทธิภาพภาครัฐ เพื่อเปลี่ยนผ่านภารกิจไปสู่กลไกปกติของทางราชการในระยะต่อไป

        นอกจากนี้ ในคราวการประชุมสภาความมั่นคงแห่งชาติ ครั้งที่ ๑๒/๒๕๖๘ เมื่อวันที่ ๒ ตุลาคม ๒๕๖๘ โดยมี นายกรัฐมนตรี ในฐานะประธานสภาความมั่นคงแห่งชาติ เป็นประธาน ได้เห็นชอบจุดเน้นและแนวทางการขับเคลื่อนงาน ในปีงบประมาณ พ.ศ. ๒๕๖๙ – ๒๕๗๐ ภายใต้นโยบายดังกล่าวที่ครอบคลุมประเด็นนโยบายในทุกมิติ โดยกำหนดบทบาทหน่วยงานเจ้าภาพวัตถุประสงค์ภายใต้นโยบายดังกล่าวทั้ง สมช. กอ.รมน. ศอ.บต. ยธ. ศธ. และ กปส. เพื่อร่วมกำกับติดตามและประเมินผลการดำเนินงานของหน่วยงานที่เกี่ยวข้องให้เป็นไปตามเป้าหมายของนโยบายฯ โดยคำนึงถึงประโยชน์สูงสุดของประชาชนเป็นสำคัญ

        สุดท้ายนี้ การขับเคลื่อนนโยบายฉบับนี้จะได้มุ่งเน้นการดำเนินงานร่วมกันของทุกภาคส่วนอย่างบูรณาการที่เชื่อมต่อบทบาทและภารกิจงานอย่างประสานสอดคล้องกัน โดยมี สมช. รับผิดชอบในระดับนโยบาย รวมทั้งมี กอ.รมน. และ ศอ.บต. ในฐานะเจ้าภาพมิติด้านความมั่นคงและด้านการพัฒนา เพื่อแปลงนโยบายไปสู่การปฏิบัติ ตลอดจนกลไกของหน่วยงานในระดับปฏิบัติในพื้นที่ หน่วยงานเชิงพื้นที่ของ มท. และกลไก กอ.รมน.ภาค ๔ ส่วนหน้า ที่ทำงานร่วมกัน เพื่อนำไปสู่การบรรลุวิสัยทัศน์ที่ว่า “จังหวัดชายแดนภาคใต้เข้าสู่ภาวะปกติที่ปราศจากความรุนแรง ได้รับการพัฒนาบนพื้นฐานของความหลากหลายทางวัฒนธรรม และการมีส่วนร่วมของทุกภาคส่วน” อันจะนำพาไปสู่การสร้างสันติสุขในพื้นที่อย่างยั่งยืน สืบไป

กองความมั่นคงจังหวัดชายแดนภาคใต้และชนต่างวัฒนธรรม (กชต.)
สำนักงานสภาความมั่นคงแห่งชาติ

Loading

การประชุมส่วนราชการที่เกี่ยวข้องเพื่อประเมินสถานการณ์ความมั่นคงและติดตามการบริหารจัดการชายแดนไทย – ลาว และการตรวจสภาพพื้นที่บริเวณชายแดนไทย – ลาว ณ จังหวัดน่าน

        เมื่อวันที่ ๑๑ – ๑๓ ธันวาคม ๒๕๖๘ สำนักงานสภาความมั่นคงแห่งชาติ (สมช.) ได้จัดการประชุมส่วนราชการที่เกี่ยวข้องเพื่อประเมินสถานการณ์ความมั่นคงและติดตามการบริหารจัดการชายแดนไทย – ลาว และการตรวจสภาพพื้นที่บริเวณชายแดนไทย – ลาว ณ จ.น่าน โดยมี นายวรณัฐ คงเมือง รองเลขาธิการสภาความมั่นคงแห่งชาติ เป็นประธานและหัวหน้าคณะเดินทาง
        โดยที่ประชุมฯ ได้รับทราบสถานการณ์ความมั่นคงโดยรวมและแนวโน้มสถานการณ์ในพื้นที่จังหวัดน่าน เช่น ปัญหายาเสพติด การลักลอบหลบหนีเข้าเมือง และการลักลอบขนสินค้าผิดกฎหมาย นอกจากนี้ สมช. ยังได้ลงตรวจสภาพพื้นที่บริเวณหลักเขตแดนแบบพิเศษ (หลักเขตแดนที่ ๓ – ๑๘) และติดตามการดำเนินการด้านเขตแดนและการบริหารจัดการชายแดนไทย – ลาว ณ จุดผ่านแดนถาวรบ้านห้วยโก๋น อ.เฉลิมพระเกียรติ จ.น่าน พร้อมทั้งรับฟังปัญหา อุปสรรค และข้อจำกัดในการดำเนินการ เพื่อ สมช. จะได้รวบรวมข้อมูลดังกล่าว ประกอบการพัฒนาและขับเคลื่อนนโยบายด้านความมั่นคงชายแดนของไทยให้มีประสิทธิภาพต่อไป

กองความมั่นคงกิจการชายแดนและประเทศรอบบ้าน (กชป.)
สำนักงานสภาความมั่นคงแห่งชาติ

Loading

การสนับสนุนการศึกษาของนักเรียนและนักศึกษาไทยมุสลิมที่ศึกษาต่อในต่างประเทศ

       

คณะทำงานประชาสัมพันธ์
สำนักงานสภาความมั่นคงแห่งชาติ

Loading

คำแถลงการณ์ สำนักงานสภาความมั่นคงแห่งชาติ ประเด็นสถานการณ์บริเวณชายแดนไทย – กัมพูชา

๑. สำนักงานสภาความมั่นคงแห่งชาติ (สมช.) ในฐานะฝ่ายเลขานุการของสภาความมั่นคงเเห่งชาติ ซึ่งมีนายกรัฐมนตรีเป็นประธาน ยินดีกับแถลงการณ์ร่วม (Joint Statement) ซึ่งเป็นผลลัพธ์จากการประชุมคณะกรรมการชายแดนทั่วไป (General Border Committee : GBC) ไทย – กัมพูชา สมัยพิเศษ ครั้งที่ ๓/๒๕๖๘ ที่สะท้อนให้เห็นความจริงใจและเจตนารมณ์ของไทยในการแก้ไขความขัดแย้งด้วยสันติวิธีผ่านกรอบความร่วมมือระดับทวิภาคีที่ทั้งสองประเทศมีร่วมกัน โดยแถลงการณ์ร่วมดังกล่าวดำเนินการภายใต้กรอบที่สภาความมั่นคงและคณะรัฐมนตรีให้ความเห็นชอบ เมื่อวันที่ ๒๖ ธันวาคม ๒๕๖๘

๒. สมช. ขอยืนยันว่าการลงนามในแถลงการณ์ร่วมดังกล่าวเป็นผลจาก การพิจารณาและตัดสินใจร่วมกันของรัฐบาลและหน่วยงานที่เกี่ยวข้องอย่างรอบคอบ โดยให้ความสำคัญสูงสุดกับการคุ้มครองชีวิต ความปลอดภัย และความเป็นอยู่ของเจ้าหน้าที่และประชาชน ทั้งนี้ ประเทศไทยยังคงยึดมั่นในหลักการแห่งสันติภาพและการแก้ไขปัญหาโดยสันติวิธี อย่างไรก็ตาม ในกรณีที่ประเทศไทยถูกละเมิดอธิปไตยหรือถูกรุกรานอีกครั้ง ประเทศไทยมีความจำเป็นและมีสิทธิอันชอบธรรมในการใช้สิทธิในการป้องกันตนเองตามหลักความจำเป็นและได้สัดส่วน ภายใต้กรอบของกฎบัตรสหประชาชาติและกฎหมายระหว่างประเทศ ซึ่งประเทศไทยได้ปฏิบัติตามพันธกรณีดังกล่าวมาโดยตลอดอย่างเคร่งครัดและสม่ำเสมอ

๓. ประเด็นการเยียวยาผู้ได้รับผลกระทบจากสถานการณ์ไทย – กัมพูชา
        • ที่ผ่านมารัฐบาล กองทัพ ภายใต้การสนับสนุนของประชาชน ได้ร่วมกันทำหน้าที่ในการปกป้องอธิปไตยและบูรณภาพแห่งดินแดนอย่างสุดความสามารถ ซึ่ง สมช. ขอแสดงความเสียใจอย่างสุดซึ้งต่อความสูญเสียของเจ้าหน้าที่ทหาร ตำรวจ และประชาชนผู้บริสุทธิ์ อย่างไรก็ดี สมช. มีการบูรณาการความร่วมมือกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง คือ กระทรวงกลาโหม กระทรวงมหาดไทย และสำนักงานตำรวจแห่งชาติ เพื่อดำเนินการให้ความช่วยเหลือและเยียวยาผู้ได้รับผลกระทบทั้งเจ้าหน้าที่ของรัฐและประชาชนอย่างเหมาะสม ครอบคลุม และต่อเนื่อง ตลอดจนดูแลความเป็นอยู่และความปลอดภัยของประชาชนในพื้นที่อย่างเต็มที่

๔. ประเด็นด้านมนุษยธรรม
        • ที่ผ่านมา ประเทศไทยให้ความสำคัญอย่างยิ่งต่อหลักกฎหมายมนุษยธรรมระหว่างประเทศและกฎหมายระหว่างประเทศที่เกี่ยวข้อง โดยให้ความสำคัญกับการคุ้มครองชีวิต ศักดิ์ศรี และความปลอดภัยของบุคคลที่ไม่เข้าร่วมการสู้รบเป็นหลัก จึงนำมาซึ่งการปล่อยตัวเชลยศึกกัมพูชาจำนวน ๑๘ คน
ในวันนี้ ตามมติสภาความมั่นคงแห่งชาติครั้งที่ ๑๘/๒๕๖๘ ซึ่งสะท้อนถึงความมุ่งมั่นของประเทศไทยในการปฏิบัติตามหลักมนุษยธรรมและพันธกรณีระหว่างประเทศอย่างเคร่งครัด

        • ประเทศไทยคาดหวังให้กัมพูชา แสดงท่าทีและบทบาทอย่างเป็นรูปธรรมในการปฎิบัติตามหลักกฎหมายระหว่างประเทศ และหลักมนุษยธรรมในลักษณะเดียวกัน โดยเฉพาะอย่างยิ่งในประเด็นที่ส่งผลกระทบโดยตรงต่อความปลอดภัยของประชาชน เช่น การคุ้มครองสวัสดิภาพและอำนวยความสะดวก
คนไทยในกัมพูชาให้กลับประเทศได้อย่างปลอดภัย การป้องกันอันตรายจากทุ่นระเบิดสังหารบุคคล เพื่อไม่ให้เกิดเหตุการณ์สูญเสียซ้ำแล้วซ้ำเล่า ทั้งนี้ กัมพูชาต้องแสดงความจริงใจในการร่วมมือและเร่งรัดการเก็บกู้ทุ่นระเบิดในพื้นที่เสี่ยงอย่างจริงจัง

        • ขอย้ำว่าการดำเนินการดังกล่าวสอดคล้องกับหลักการสำคัญของกฎหมายมนุษยธรรมระหว่างประเทศ ได้แก่ หลักการแบ่งแยกพลรบกับพลเรือน (Principle of Distinction) หลักความได้สัดส่วน (Proportionality) และหลักมนุษยธรรม (Humanity) รวมถึงเป็นไปตามอนุสัญญาว่าด้วยการห้ามใช้ สะสม ผลิต และโอนทุ่นระเบิดสังหารบุคคล และการทำลายทุ่นระเบิดดังกล่าว (Ottawa Convention) ซึ่งมุ่งหมายให้รัฐภาคีงดการใช้และการกระทำใด ๆ ที่อาจก่อให้เกิดอันตรายต่อพลเรือนดำเนินการเก็บกู้ทุ่นระเบิดอย่างเป็นระบบและป้องกันมิให้เกิดเหตุการณ์ที่สร้างความสูญเสียต่อทุกฝ่ายในอนาคต

        • เห็นว่าการยึดมั่นในหลักมนุษยธรรมและการปฏิบัติตามพันธกรณีตามอนุสัญญาดังกล่าวอย่างจริงใจ จะเป็นรากฐานสำคัญในการสร้าง ความไว้วางใจ สันติภาพ และความปลอดภัยอย่างยั่งยืนตามแนวชายแดนและในภูมิภาคโดยรวม

๕. ประเด็นการปราบปรามอาชญากรรมทางไซเบอร์ และการหลอกลวงทางอินเทอร์เน็ต
        • เมื่อวันที่ ๑๗ – ๑๘ ธันวาคม ๒๕๖๘ กระทรวงการต่างประเทศของไทยร่วมกับสำนักงานว่าด้วยยาเสพติดและอาชญากรรมแห่งสหประชาชาติ (UNODC) จัดการประชุมระหว่างประเทศว่าด้วยหุ้นส่วนระดับโลกเพื่อต่อต้านอาชญากรรมหลอกลวงทางอินเทอร์เน็ต (International Conference on the Global Partnership against Online Scams) โดยมีผู้เข้าร่วมกว่า ๖๐ ประเทศ ซึ่งไทยถือว่าปัญหาดังกล่าวเป็นภัยคุกคามร้ายแรงและเป็นปัญหาร่วมของประชาคมระหว่างประเทศ ทั้งนี้ ต้องขอขอบคุณนานาประเทศที่สนับสนุนบทบาทของไทยในเวทีดังกล่าว อย่างไรก็ดี เป็นที่น่าเสียดายที่กัมพูชาไม่ได้เข้าร่วมการประชุมฯ

        • ที่ผ่านมา สำนักงานตำรวจแห่งชาติของไทยได้จัดทำแผนปฏิบัติการเพื่อการความร่วมมือในการป้องกันและปราบปรามอาชญากรรมข้ามชาติรวมถึงการหลอกลวงทางไซเบอร์และการค้ามนุษย์ร่วมกับกัมพูชา แต่การดำเนินการยังไม่มีความคืบหน้ามากนัก จึงต้องการเห็นกัมพูชาร่วมมือในการดำเนินการปราบปรามอาชญากรรมดังกล่าวอย่างเด็ดขาดและเป็นรูปธรรม เพื่อความมั่นคงของภูมิภาค

๖. ประเด็นเขตแดน
        • การแก้ไขปัญหาดังกล่าวจะดำเนินการภายใต้กลไกคณะกรรมาธิการเขตแดนร่วม (JBC) ไทย – กัมพูชา ซึ่งไทยปฏิบัติตามกฎหมายระหว่างประเทศ เเละสนธิสัญญาที่เกี่ยวข้อง และยึดถือตามแผนที่ ๑ : ๕๐,๐๐๐ เป็นหลัก เนื่องจากมีความชัดเจน ถูกต้องแม่นยำ สอดคล้องกับภูมิประเทศจริง และลากเส้นตามฐานของกฎหมายระหว่างประเทศ อย่างไรก็ตาม การประชุม JBC ที่จะมีขึ้นในอนาคตจำเป็นต้องคำนึงถึงเงื่อนไขและห้วงเวลาที่เหมาะสม เนื่องจากรัฐบาลปัจจุบันเป็นรัฐบาลรักษาการ ดังนั้น จึงเป็นหน้าที่ของรัฐบาลในอนาคตที่จะพิจารณาการดำเนินการในเรื่องดังกล่าวต่อไป ซึ่งอาจมีการทบทวนบันทึกความเข้าใจระหว่างรัฐบาลแห่งราชอาณาจักรไทยกับรัฐบาลแห่งราชอาณาจักรกัมพูชาว่าด้วยการสำรวจและจัดทำหลักเขตแดนทางบก (MOU 43) จึงต้องคำนึงถึงเงื่อนไขในอนาคตด้วย

๗. สุดท้ายนี้ ยืนยันว่าประเทศไทยจะดำรงการปฏิบัติตามแถลงการณ์ร่วมฯ ตราบเท่าที่กัมพูชาจะดำเนินการตามแถลงการณ์ร่วมฯ ดังกล่าวเช่นเดียวกัน ทั้งนี้ เจ้าหน้าที่ทหารจะดำรงความพร้อมที่จะปกป้องอธิปไตย บูรณภาพแห่งดินแดน ความมั่นคงและผลประโยชน์ของชาติ ตลอดจนความปลอดภัยสูงสุดของประชาชนเป็นสำคัญ


สำนักงานสภาความมั่นคงแห่งชาติ

Loading

สมช. ต้อนรับมูลนิธิเครือข่ายสถานะบุคคลเพื่อหารือเรื่องการจัดการปัญหาสถานะบุคคลในประเทศไทย

        เมื่อวันที่ 17 ธันวาคม 2568 นายฉัตรชัย บางชวด เลขาธิการสภาความมั่นคงแห่งชาติ ให้การต้อนรับและหารือร่วมกับมูลนิธิเครือข่ายสถานะบุคคล ซึ่งประกอบด้วยผู้แทนองค์กรเครือข่ายภาคประชาสังคมจำนวน 48 องค์กร ที่ดำเนินงานด้านสิทธิเด็ก คนไร้รัฐไร้สัญชาติ และสิทธิมนุษยชน

        การหารือดังกล่าวมุ่งเน้นการสะท้อนปัญหา อุปสรรค และข้อท้าทายในการดำเนินงานที่ผ่านมา ตลอดจนการแลกเปลี่ยนมุมมองต่อสถานการณ์ปัจจุบันและข้อเสนอเชิงนโยบายของมูลนิธิฯ ใน 2 ประเด็นสำคัญ ได้แก่

        ประเด็นแรก การขับเคลื่อนมติคณะรัฐมนตรี เมื่อวันที่ 29 ตุลาคม 2567 โดยที่ประชุมได้ชื่นชมบทบาทของ สมช. ในการสนับสนุนและผลักดันหลักเกณฑ์เพื่อเร่งรัดการแก้ไขปัญหาสัญชาติและสถานะบุคคลให้แก่บุคคลที่อพยพเข้ามาในราชอาณาจักรเป็นเวลานาน รวมถึงกลุ่มบุตรที่เกิดในราชอาณาจักร ซึ่งมีจำนวนประมาณกว่า 4.8 แสนราย จากเดิมที่การดำเนินการต้องใช้ระยะเวลายาวนานกว่า 40 ปี ปัจจุบันภายหลังการออกประกาศกระทรวงมหาดไทยเพื่อรองรับการขับเคลื่อนมติคณะรัฐมนตรีดังกล่าว ส่งผลให้มีผู้พัฒนาคุณสมบัติแล้วมากกว่า 100,000 ราย อย่างไรก็ดี ที่ประชุมได้แลกเปลี่ยนถึงปัญหาและอุปสรรคเชิงโครงสร้างที่ยังคงปรากฏอยู่ พร้อมข้อเสนอแนะเพื่อการแก้ไขในเชิงปฏิบัติอย่างเป็นรูปธรรม

        ประเด็นที่สอง การขับเคลื่อนมติคณะรัฐมนตรี เมื่อวันที่ 28 ตุลาคม 2568 เรื่องข้อเสนอแนะกรณีเด็กที่ไม่มีหลักฐานทางทะเบียนราษฎรหรือไม่มีสัญชาติไทยเข้ารับการศึกษาในประเทศไทย โดยมีกระทรวงศึกษาธิการเป็นหน่วยงานหลักรับผิดชอบ ซึ่งที่ประชุมได้หารือถึงแนวทางการดำเนินการต่อเด็กกลุ่มดังกล่าวให้เกิดความสมดุลระหว่างการคุ้มครองสิทธิในการเข้าถึงการศึกษา กับการป้องกันไม่ให้เกิดแรงจูงใจที่อาจนำไปสู่การแสวงประโยชน์จากเด็กโดยผู้ไม่ประสงค์ดี ขบวนการค้ามนุษย์ หรืออาชญากรรมข้ามชาติรูปแบบอื่น

        นอกจากนี้ ยังมีการแลกเปลี่ยนความคิดเห็นในประเด็นที่เกี่ยวข้องเพิ่มเติม อาทิ แนวทางการบริหารจัดการศูนย์การเรียนรู้เด็กต่างด้าว (Migrant Learning Center: MLC) การจัดการสถานะกรณีพระภิกษุและสามเณรไร้รัฐไร้สัญชาติ และการแก้ไขปัญหาเด็กในกลุ่มผู้หนีภัยจากการสู้รบในประเทศเมียนมาที่อาศัยอยู่ในพื้นที่พักพิงชั่วคราว

        การหารือครั้งนี้สะท้อนถึงความมุ่งมั่นของ สมช. ในการทำงานร่วมกับภาคีเครือข่ายภาคประชาสังคมอย่างใกล้ชิด เพื่อร่วมกันแสวงหาแนวทางเชิงนโยบายและเชิงปฏิบัติในการแก้ไขปัญหาสถานะบุคคลในประเทศไทยอย่างเป็นระบบและยั่งยืน บนพื้นฐานของการคุ้มครองสิทธิมนุษยชน ควบคู่กับการคำนึงถึงมิติด้านความมั่นคงของประเทศอย่างเหมาะสม

กองความมั่นคงภายในประเทศ
สำนักงานสภาความมั่นคงแห่งชาติ

Loading

ประกาศบัญชีรายชื่อผู้ผ่านการเลือกสรรเพื่อจัดจ้างเป็นพนักงานราชการทั่วไป ตำแหน่งนักทรัพยากรบุคคล ของสำนักงานสภาความมั่นคงแห่งชาติ

      ตามที่ สำนักงานสภาความมั่นคงแห่งชาติ ได้ดำเนินการนำรายชื่อผู้ผ่านการเลือกสรรเพื่อจัดจ้างเป็นพนักงานราชการทั่วไป ในตำแหน่งนักทรัพยากรบุคคล ของกรมการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศและสิ่งแวดล้อม ซึ่งประกาศขึ้นบัญชีเป็นผู้ผ่านการเลือกสรร เมื่อวันที่ ๑๗ เมษายน ๒๕๖๘ มาขึ้นบัญชีเป็นผู้ผ่านการเลือกสรรในตำแหน่งนักทรัพยากรบุคคล ของสำนักงานสภาความมั่นคงแห่งชาติ นั้น
      บัดนี้ ได้ดำเนินการประเมินความรู้ความสามารถ ทักษะ และสมรรถนะเพิ่มเติมเสร็จสิ้นเรียบร้อยแล้ว สำนักงานสภาความมั่นคงแห่งชาติ จึงขอประกาศรายชื่อผู้ผ่านการเลือกสรรเพื่อจัดจ้างเป็นพนักงานราชการทั่วไป ในตำแหน่งนักทรัพยากรบุคคล ดังต่อไปนี้

Loading

ประกาศการขึ้นบัญชีและการยกเลิกบัญชีผู้ได้รับการคัดเลือกในตำแหน่งนักวิชาการคอมพิวเตอร์ปฏิบัติการ ของสำนักงานสภาความมั่นคงแห่งชาติ

      ตามที่ สำนักงานสภาความมั่นคงแห่งชาติ ได้ดำเนินการคัดเลือกจากบัญชีผู้สอบแข่งขันได้ ในตำแหน่งนักวิชาการคอมพิวเตอร์ปฏิบัติการ ของสำนักงานปลัดกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม ซึ่งประกาศขึ้นบัญชีผู้สอบแข่งขันได้ ณ วันที่ ๒๕ มิถุนายน ๒๕๖๘ มาขึ้นบัญชีเป็นผู้ได้รับการคัดเลือก ในตำแหน่งนักวิชาการคอมพิวเตอร์ปฏิบัติการ ของสำนักงานสภาความมั่นคงแห่งชาติ นั้น
      บัดนี้ สำนักงานสภาความมั่นคงแห่งชาติ ได้ดำเนินการประเมินความเหมาะสมกับตำแหน่งของผู้ที่สมัครเข้ารับการประเมินในตำแหน่งนักวิชาการคอมพิวเตอร์ปฏิบัติการแล้ว จึงขอประกาศรายชื่อผู้ผ่าน การประเมินความเหมาะสมกับตำแหน่งและขึ้นบัญชีเป็นผู้ได้รับการคัดเลือกในตำแหน่งนักวิชาการคอมพิวเตอร์ปฏิบัติการ ดังนี้

Loading

คณะผู้บริหาร และข้าราชการสำนักงานสภาความมั่นคงแห่งชาติ ร่วมเฝ้าฯ ในพระพิธีธรรม สวดพระอภิธรรมพระบรมศพ สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนี พันปีหลวง

        วันที่ ๒๔ ธันวาคม เวลา ๑๖.๓๐ น. นายรัชกรณ์ นภาพรพิพัฒน์ รองเลขาธิการสภาความมั่นคงแห่งชาติ นำคณะผู้บริหาร และข้าราชการสำนักงานสภาความมั่นคงแห่งชาติ ร่วมเฝ้าฯ ในพระพิธีธรรมสวดพระอภิธรรมพระบรมศพ สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนี พันปีหลวง ณ พระที่นั่งดุสิตมหาปราสาท ในพระบรมมหาราชวัง

กลุ่มงานบริหารงานสารบรรณและประชาสัมพันธ์
สำนักงานสภาความมั่นคงแห่งชาติ

Loading

Top